Data Center คืออะไร? ทำไมไทยกลายเป็นหมุดหมายลงทุนของยักษ์เทคโลก
ทำความรู้จัก Data Center โครงสร้างพื้นฐานสำคัญของโลกดิจิทัล หลัง Microsoft, AWS และ Google เดินหน้าลงทุนในไทย พร้อมเจาะเหตุผลที่ไทยกำลังเป็นฐานสำคัญของ Cloud และ AI ในอาเซียน
หากย้อนกลับไปในปี 2567 การลงทุน Data Center ของบริษัทยักษ์ใหญ่ระดับโลกยังอยู่ในช่วงประกาศแผนและปักหมุดประเทศไทยเป็นหนึ่งในฐานสำคัญของภูมิภาค แต่ในปี 2569 ภาพดังกล่าวเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน เพราะหลายโครงการได้เดินหน้าจาก “คำมั่นลงทุน” สู่การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและเปิดให้บริการจริงแล้ว
Microsoft ซึ่งเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2567 สัตยา นาเดลลา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัท เคยประกาศแผนสร้าง Data Center Region แห่งแรกในประเทศไทย
ล่าสุดในเดือนมีนาคม 2569 บริษัทประกาศขยายการลงทุนในประเทศไทยอีกมากกว่า 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ระหว่างปี 2569-2571 เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน Cloud และ AI รวมถึงการดำเนินงานภายในประเทศ โดย Microsoft ยังเดินหน้าพัฒนา Local Cloud Region และโครงสร้างพื้นฐาน Data Center ผ่านความร่วมมือกับพันธมิตรในไทย เพื่อรองรับบริการ Cloud และ AI ที่สามารถประมวลผลข้อมูลภายในประเทศได้มากขึ้น
ขณะที่ Amazon Web Services หรือ AWS เดินหน้าไปอีกขั้น หลังเคยประกาศแผนลงทุนในประเทศไทยมากกว่า 1.9 แสนล้านบาท หรือประมาณ 5,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ตลอดระยะเวลา 15 ปี ล่าสุด AWS Asia Pacific (Thailand) Region ได้เปิดให้บริการอย่างเป็นทางการตั้งแต่เดือนมกราคม 2568 โดยมี Availability Zone จำนวน 3 แห่ง ถือเป็น Infrastructure Region แห่งแรกของ AWS ในประเทศไทย และเป็น Region แห่งที่ 14 ของ AWS ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก
นอกจากนี้ การแข่งขันยังไม่ได้มีเพียง Microsoft และ AWS เพราะ Google Cloud เปิดตัว Cloud Region แห่งใหม่ในกรุงเทพฯ อย่างเป็นทางการเมื่อเดือนมกราคม 2569 เพื่อรองรับบริการ Cloud และ AI ภายในประเทศไทย ทำให้ภาพการแข่งขันของบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีในตลาด Data Center และ Cloud ของไทยชัดเจนยิ่งขึ้น
"Data Center" เซิร์ฟเวอร์ขนาดยักษ์ หัวใจหลักผู้ให้บริการทั่วโลก
การ์ทเนอร์ (Gartner) บริษัทวิจัยและให้คำปรึกษาชั้นนำของโลก ให้ข้อมูลว่า Data Center หรือ ศูนย์ข้อมูล คือสถานที่ของบริษัทหรือองค์กรต่าง ๆ ที่ทำหน้าที่ดูแล บำรุงรักษาระบบหลังบ้าน (Backend) และเก็บข้อมูลต่าง ๆ เช่น เมนเฟรม เซิร์ฟเวอร์ และฐานข้อมูล ซึ่งทั้งหมดที่กล่าวมานั้นได้รวมอยู่ในสถานที่เดียว
ด้าน Amazon Web Services หรือ AWS ให้ข้อมูลเกี่ยวกับ Data Center ว่า Data Center เป็นสถานที่ทางกายภาพที่เก็บเครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานคอมพิวเตอร์ที่ระบบไอทีต้องการ เช่น เซิร์ฟเวอร์ ไดรฟ์พื้นที่เก็บข้อมูล และอุปกรณ์เครือข่าย ซึ่งช่วยอำนวยความสะดวกในการจัดเก็บข้อมูลดิจิทัลขององค์กร
AWS ระบุต่อว่า Data Center ประกอบด้วยโครงสร้างพื้นฐาน 3 องค์ประกอบหลัก ได้แก่
โครงสร้างพื้นฐานด้านการประมวลผล
โครงสร้างพื้นฐานการประมวลผล จะประกอบด้วยเซิร์ฟเวอร์หลายประเภทที่มีหน่วยความจำภายใน พลังการประมวลผล และข้อกำหนดอื่น ๆ ที่แตกต่างกัน ดังนี้
-
แร็คเซิร์ฟเวอร์
เซิร์ฟเวอร์ที่มีการออกแบบที่แบนราบและเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า สามารถวางซ้อนกันบนชั้นวางหรือชั้นวางในตู้เซิร์ฟเวอร์ได้ มีคุณสมบัติพิเศษ เช่น ประตูตาข่าย ชั้นวางเลื่อน และพื้นที่ว่างสำหรับอุปกรณ์เสริมอื่น ๆ ในศูนย์ข้อมูล เช่น สายเคเบิล และพัดลม
-
เซิร์ฟเวอร์เบลด
เป็นอุปกรณ์โมดูลาร์ สามารถซ้อนเซิร์ฟเวอร์หลายตัวในพื้นที่ที่เล็กกว่าแร็คเซิร์ฟเวอร์ ตัวเซิร์ฟเวอร์มีขนาดบาง และโดยทั่วไปจะมีเฉพาะหน่วยความจำ CPU ตัวควบคุมเครือข่ายในตัว และไดรฟ์จัดเก็บข้อมูลในตัวบางตัวเท่านั้น
เซิร์ฟเวอร์เบลดสามารถเลื่อนเซิร์ฟเวอร์หลายเครื่องเข้าไปในหน่วยเก็บข้อมูลที่เรียกว่า แชสซี ซึ่งจะช่วยอำนวยความสะดวกให้กับส่วนประกอบเพิ่มเติมที่เซิร์ฟเวอร์ภายในต้องการ โดยเบลดเซิร์ฟเวอร์ ใช้พื้นที่น้อยกว่าแร็คเซิร์ฟเวอร์ และให้ความเร็วในการประมวลผลที่สูงกว่า เดินสายน้อยกว่า และใช้พลังงานต่ำ
โครงสร้างพื้นฐานด้านการจัดเก็บ
โครงสร้างพื้นฐานการจัดเก็บข้อมูลของ Data Center จะมีอยู่ 2 ประเภท ประกอบด้วย
-
อุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลแบบบล็อก
บล็อกอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูล เช่น ฮาร์ดไดรฟ์และโซลิดสเตตไดรฟ์จัดเก็บข้อมูลในบล็อกและให้ความจุข้อมูลหลายเทราไบต์
-
อุปกรณ์จัดเก็บไฟล์
เช่น อุปกรณ์เก็บข้อมูลแบบเชื่อมต่อกับเครือข่าย หรือ NAS สามารถจัดเก็บไฟล์จำนวนมากได้
โครงสร้างพื้นฐานด้านเครือข่าย
ประกอบด้วยอุปกรณ์เครือข่ายจำนวนมากที่ช่วยอำนวยความสะดวก เพื่อให้สามารถเชื่อมต่อส่วนประกอบของ Data Center เข้าด้วยกันและเชื่อมต่อกับตำแหน่งของผู้ใช้ปลายทางได้ทั่วทั้งระบบโดยไม่หยุดชะงัก เช่น
- ตัวจ่ายไฟระบบย่อย
- เครื่องสำรองไฟ (UPS)
- เครื่องกำเนิดไฟฟ้าสำรอง
- อุปกรณ์ระบายอากาศและทำความเย็น
- ระบบดับเพลิง
- ระบบรักษาความปลอดภัยอาคาร
ขยายภาพ Data Center ให้ชัดขึ้น
หากใครยังนึกภาพของ Data Center ไม่ออก ขอให้นึกถึงพื้นที่กว้าง ๆ บนที่ราบหรือบนอาคารใหญ่ ที่จะเต็มไปด้วยเซิร์ฟเวอร์ประมวลผลไว้มากกว่า 20 ตัว โดย "สมชัย สิทธิชัยศรีชาติ" กรรมการบริษัท เอสไอเอส ดิสทริบิวชั่น (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) อธิบายนิยามของคำว่า Data Center
โดยส่วนใหญ่การติดตั้ง Data Center มีอยู่ 2 รูปแบบ คือ การติดตั้งบนดิน และการติดตั้งในน้ำ
รูปแบบการติดตั้งบนดิน โดยบริษัทที่มีเซิร์ฟเวอร์เยอะ จำเป็นต้องใช้ห้องเยอะและใหญ่ ทำให้บริษัทเหล่านี้จัดทำเป็นชั้นชั้นหนึ่งของตึก หรือสร้างเป็นตึกหรืออาคารใหญ่เพื่อรองรับเซิร์ฟเวอร์โดยเฉพาะ เช่น กลุ่มบริษัทธนาคาร จะจัดทำ Data Center เป็นตึกหรืออาคารใหญ่ แต่ละชั้นของตึกเต็มไปด้วยเซิร์ฟเวอร์จำนวนมหาศาล
อย่างไรก็ตาม การติดตั้ง Data Center ใช้ซีพียูตัวใหญ่หลายตัว และใช้ไฟจากหม้อแปลงในปริมาณมาก จึงทำให้เกิดความร้อนสูงมาก ประกอบกับอุปกรณ์ภายใน Data Center เป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ หากเกิดความร้อนสูงจะทำให้อายุการใช้งานสั้นลง ดังนั้น หลายบริษัทจึงงัดกลยุทธ์ต่าง ๆ เพื่อทำให้ Data Center มีความเย็นอยู่ตลอดเวลา
อาทิ การใช้พลังงานลม ที่มีต้นทุนการติดตั้งไม่มาก ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้ แต่มีประสิทธิภาพการระบายความร้อนต่ำ หรืออีกเทคนิคหนึ่งคือ การสร้าง Data Center ใกล้กับบริเวณขั้วโลก เนื่องจากมีสภาพอากาศที่เย็นเกือบตลอดปี ทำให้บางประเทศเป็นหมุดหมายของการติดตั้ง Data Center เช่น ประเทศฟินแลนด์
รูปแบบการติดตั้งในน้ำ เป็นการนำน้ำทะเลมาช่วยระบายความร้อนให้กับเซิร์ฟเวอร์ แต่ก็แลกมากับค่าใช้จ่ายมหาศาล ซึ่งจากการตรวจสอบข้อมูลล่าสุดพบว่า มีการใช้น้ำหล่อเย็นให้กับเซิร์ฟเวอร์โดยตรงแล้ว เรียกได้ว่าเป็นวิธีที่ถือว่ามีประสิทธิภาพสูงที่สุดก็ว่าได้
และนอกจากการติดตั้ง Data Center ไว้ใช้งานเองแล้ว บางบริษัทติดตั้ง Data Center ให้บริษัทอื่น ๆ เช่าใช้งาน ซึ่งผู้เช่าอาจเป็นธนาคารหรือผู้ให้บริการรายอื่น ๆ เช่น SUPERNAP ที่ให้บริการเช่า Data Center ในแถบระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออกของประเทศไทย โดยมี true ธนาคารกสิกรไทย และ ธนาคารไทยพาณิชย์ มาใช้บริการ
ทำไมไทยถึงเป็นจุดสนใจลงทุน?
ปัจจัยสำคัญที่ผู้ประกอบการ Data Center ใช้พิจารณาเลือกพื้นที่ลงทุน มีทั้งความมั่นคงและต้นทุนของระบบไฟฟ้า ความพร้อมของพลังงานสะอาด โครงข่ายอินเทอร์เน็ตและโทรคมนาคม ที่ดิน น้ำ ความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติ ตลอดจนขนาดของตลาดและกฎระเบียบด้านข้อมูล
สำหรับประเทศไทย แม้จะไม่ได้มีข้อได้เปรียบเรื่องสภาพอากาศเย็นเหมือนบางประเทศ แต่มีจุดแข็งในด้านทำเลที่ตั้ง โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ระบบไฟฟ้า ตลาดภายในประเทศ และการเชื่อมต่อกับประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาค
สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ BOI มองว่า ไทยมีข้อได้เปรียบจากโครงข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง เครือข่าย 5G ระบบไฟฟ้าที่มีความเสถียร รวมถึงศักยภาพในการจัดหาพลังงานสะอาด ขณะเดียวกันตลาดดิจิทัลในประเทศก็ขยายตัวจากการทำ Digital Transformation ของภาคธุรกิจ การใช้ Cloud และ AI ตลอดจนนโยบาย Cloud First ของภาครัฐ
อีกเหตุผลสำคัญคือธรรมชาติของธุรกิจ Cloud และ Data Center ที่ไม่สามารถพึ่งพาศูนย์ประมวลผลเพียงแห่งเดียวเพื่อรองรับผู้ใช้งานทั่วโลกได้ เพราะระยะทางระหว่างผู้ใช้งานกับศูนย์ประมวลผลมีผลต่อ Latency หรือความหน่วงของการรับส่งข้อมูล ผู้ให้บริการระดับโลกจึงต้องกระจาย Infrastructure Region ไปยังพื้นที่ต่าง ๆ เพื่อให้บริการลูกค้าได้รวดเร็วขึ้น รวมถึงรองรับข้อกำหนดด้านการจัดเก็บข้อมูลภายในประเทศและเพิ่มความมั่นคงของระบบ
ก่อนหน้านี้ สมชัย สิทธิชัยศรีชาติ กรรมการบริษัท เอสไอเอส ดิสทริบิวชั่น (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เคยให้มุมมองกับ PPTV ว่า การขยายฐานให้บริการไปยังประเทศต่าง ๆ ถือเป็นภารกิจสำคัญของผู้ให้บริการ Cloud ระดับโลก เพราะยิ่งศูนย์ประมวลผลอยู่ใกล้ผู้ใช้งานมากเท่าไร การรับส่งข้อมูลก็ยิ่งรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น
จากเดิมที่ประเทศไทยเคยอยู่ในสถานะรอการลงทุน ปัจจุบัน AWS ได้เปิด AWS Asia Pacific (Thailand) Region อย่างเป็นทางการแล้วตั้งแต่เดือนมกราคม 2568 ขณะที่ผู้ให้บริการรายใหญ่อื่น ๆ ก็ทยอยเดินหน้าลงทุนและเปิดโครงสร้างพื้นฐาน Cloud ในประเทศไทยมากขึ้น
การขยายตัวดังกล่าวสะท้อนว่า ไทยไม่ได้เป็นเพียงตลาดปลายทาง แต่กำลังกลายเป็นหนึ่งในฐานสำคัญของโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อย่างไรก็ตาม ความได้เปรียบนี้ก็มาพร้อมโจทย์ใหม่ โดยเฉพาะความพร้อมด้านไฟฟ้า น้ำ พลังงานสะอาด บุคลากร และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ที่รัฐต้องบริหารให้ทันกับการลงทุนที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
หากตั้ง Data Center ในประเทศ ไทยได้ประโยชน์อะไร
สมชัย กล่าวอีกว่า หากประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการติดตั้ง Data Center ของผู้ให้บริการรายใหญ่ระดับโลก แน่นอนว่าทั้งภาครัฐและเอกชนของไทยก็อาจจะไม่จำเป็นต้องทุ่มงบประมาณลงทุนเอง แต่สามารถเช่า AWS เพื่อใช้บริการเครือข่ายได้ นั่นอาจช่วยลดต้นทุนได้มหาศาล
ลำดับต่อมา หากไทยต้องการสร้างโมเดล AI หรือใช้บริการด้านอื่น ๆ สามารถดึงข้อมูลจากคลาวด์ (Cloud) ของผู้ให้บริการระดับโลกไปใช้งานได้โดยตรง ไม่ต้องเสียเวลาฝึกฝน รวมถึงระดับ (Scale) และความเสถียรในการให้บริการ ที่รองรับผู้ใช้บริการได้มากกว่าพันล้านหรือหมื่นล้านคนได้โดยไม่ติดขัด
และประโยชน์ข้อสำคัญของการติดตั้ง Data Center ในไทย ที่อาจเป็นบันไดสู่ความสำเร็จของกลุ่มวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) คือ ผู้ให้บริการยักษ์ใหญ่เหล่านี้เปิดโอกาสให้ SME สามารถใช้บริการระดับโลกได้ เนื่องจากมีการคิดค่าบริการเป็นรายคนและรายองค์กร และสามารถยกเลิกการใช้บริการเมื่อไรก็ได้ ซึ่งในอนาคตเราอาจได้เห็น SME ที่เติบโตเป็นบริษัทใหญ่ จากการใช้บริการ Data Center เหล่านี้ก็เป็นได้
ข้อจำกัด หากติดตั้ง Data Center ในไทย
สมชัย เผยอุปสรรคใหญ่ของการลงทุน ว่า ประเทศไทยไม่อนุญาตให้บริษัทเอกชนขายไฟฟ้าในปริมาณที่มากกว่าการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ยกเว้นพื้นที่ที่ได้รับอนุญาตเป็นพิเศษ เช่น บริเวณระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ดังนั้นหากติดตั้ง Data Center นอกบริเวณดังกล่าว อาจต้องแก้ไขปัญหาด้วยการดึงไฟจาก 2 สถานี เพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการ
ขณะเดียวกัน การมาของ Data Center อาจมีความหมายเท่ากับการใช้พลังงานไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล รวมถึงความร้อนที่เพิ่มขึ้นจากการทำงานประมวลผลของเซิร์ฟเวอร์ในประเทศไทย อาจเป็นสิ่งที่ทุกภาคส่วน ต้องมองให้ไกลกว่ามิติทางเศรษฐกิจ แต่อาจต้องมองทะลุไปถึงมิติทางสิ่งแวดล้อมด้วย
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB